ปล่องเตาเผาอิฐ ช่วยชีวิตคนบางบัวทอง

ปล่องเตาเผาอิฐ ช่วยชีวิตคนบางบัวทอง

ปล่องเตาเผาอิฐ ช่วยชีวิตคนบางบัวทอง

บริเวณใกล้ปากคลองบางบัวทองฝั่งใต้ในเขตตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด
เคยเป็นที่ตั้งของโรงงานทำอิฐทนไฟ บบท.  ซึ่งย่อมาจากบางบัวทอง
เพราะโรงงานตั้งอยู่ใกล้ปากคลองบางบัวทอง
นายประสาท สุขุม เป็นผู้จัดการโรงงาน บริเวณปากคลองบางบัวทองฝั่งใต้
ตำบลท่าอิฐ  อำเภอปากเกร็ด

พระพิศาลสุขุมวิท(ประสบ สุขุม)

หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ (ประดิษฐ์  สุขุม)

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒  กองทัพญี่ปุ่นยึดประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔
รัฐบาลไทยซึ่งมีจอมพลป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีจึงประกาศเข้าร่วมกับ
กองทัพญี่ปุ่นทำสงครามต่อต้านฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมีอังกฤษและสหรัฐอเมริกา
เป็นแกนนำฝ่ายสัมพันธมิตรจึงทิ้งระเบิดเพื่อทำลายกำลังทหารญี่ปุ่นในประเทศไทย
ขณะนั้นคนไทยกลุ่มหนึ่งได้รวมตัวกันต่อต้านญี่ปุ่นและเรียกตนเองว่าเสรีไทย

ในจำนวนนี้มีเสรีไทยสองคนคือ พระพิศาลสุขุมวิท(ประสบ สุขุม)
และหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ (ประดิษฐ์  สุขุม)ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปปฏิบัติงาน
ที่สหรัฐอเมริกาอย่างลับเมื่อใกล้วันเดินทาง นายประสาท สุขุม  (น้องคนกลาง)
หัวหน้ากองกำลังเสรีไทยที่บางบัวทองจึงนำเรือต่อสำหรับบรรทุกข้าวมารับ
ครอบครัวของทั้งสองท่านไปพักที่ท่าเรือของเตาอิฐบางบัวทองที่อ้อมเกร็ด
เพื่อให้พ้นจากการตรวจจับของทหารญี่ปุ่น เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวมิใช่
เส้นทางสัญจรที่ทหารญี่ปุ่นใช้

นอกจากนี้บ้านของนายประสาท สุขุม ซึ่งอยู่บริเวณโรงงาน เตาอิฐยังเป็นแหล่ง
เก็บอาวุธยุทธภัณฑ์ที่ฝ่ายสัมพันธมิตรส่งมาสนับสนุนเพื่อขับไล่กองทัพญี่ปุ่น

ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรสัญญาว่าจะไม่ทิ้งระเบิดบริเวณโรงงาน เตาอิฐและ
บริเวณใกล้เคียงโดยให้สังเกตปล่องเตาอิฐซึ่งมีความสูงแลเห็นได้แต่ไกล 
ปากเกร็ดและบางบัวทองจึงปลอดภัยจากการทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สอง
และมีส่วนในการแก้ไขวิกฤติการณ์ของประเทศไทยนับเป็นความน่าภาค
ภูมิใจครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของนนทบุรี

แหล่งที่มา http://library.stou.ac.th

ค่ายญี่ปุ่น บางบัวทอง

เกร็ดความรู้ใกล้บ้านเรา ค่ายญี่ปุ่น บางบัวทอง

ขอขอบคุณแหล่งความรู้ เว็บ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช
————-
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ค่ายพิทักษ์บางบัวทอง หรือที่คนไทยมักจะเรียกกันติดปากว่า ค่ายญี่ปุ่น ที่บางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ถูกใช้เป็นที่พำนักของทหารและพลเรือนชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในประเทศไทย จำนวน 3,870 คน ที่ถึงแม้จะเป็นเพียงค่ายเล็ก ๆ ภายใต้กฎระเบียบ กับช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ แต่ชาวญี่ปุ่นทุกคนที่พำนักอยู่ภายในค่าย ก็ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้มิตรภาพและความมีน้ำใจจากคนไทยและชาวบางบัวทอง
ตลาดบางบัวทอง คลองราชาพิมล(พระพิมล) สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
พ.ศ. 2482 เกิดสงครามขึ้นในทวีปยุโรปโดยประเทศที่เข้าร่วมสงครามเป็นประเทศตะวันตก ได้แก่ เยอรมัน อังกฤษและฝรั่งเศส ในขณะที่ทางเอเชียก็เกิดสงครามระหว่างจีนและญี่ปุ่น เนื่องจากความขัดแย้งในดินแดนตอนใต้ของแมนจูเรีย สงครามที่เกิดขึ้นในทั้งสองทวีปนี้ ได้เชื่อมโยงกันและขยายวงมาถึงดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อฝรั่งเศสยอมแพ้เยอรมันในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2483
หลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้สงคราม ทำให้เกิดภาวะสูญญากาศทางการเมืองขึ้นในอาณานิคมของฝรั่งเศส ญี่ปุ่นจึงถือโอกาสเข้าแทรกแซงกิจการในดินแดนนี้โดยส่งกำลังเข้าควบคุมอินโดจีนของฝรั่งเศส ได้แก่ เวียดนาม ลาว และกัมพูชาในปัจจุบัน โดยขอให้รัฐบาลอินโดจีนของฝรั่งเศสปิดแนวชายแดนที่ติดต่อกับจีน เพื่อป้องกันการส่งกำลังช่วยเหลือรัฐบาลจีน ซึ่งกำลังทำสงครามยืดเยื้อกับญี่ปุ่นอยู่ และต่อมาได้ทำสัญญายินยอมให้ญี่ปุ่นตั้งกองทหารในอินโดจีนได้ ทำให้สหรัฐอเมริกา อังกฤษ จีน และเนเธอแลนด์ ดำเนินมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่อญี่ปุ่น เพื่อกดดันให้ญี่ปุ่นยุติสงครามกับจีนและถอนกำลังทหารออกจากอินโดจีนของฝรั่งเศส แต่ผลดังกล่าวทำให้ญี่ปุ่นตอบโต้ด้วยการส่งกองกำลังเข้าโจมตีดินแดนอาณานิคมทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออก และยกพลขึ้นบกทางชายฝั่งทะเลที่จังหวัดปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และบางปู สมุทรปราการ ส่งทหารเข้าโจมตีมณฑลกวางตุ้งและเกาะฮ่องกงของอังกฤษ ส่งเครื่องบินโจมตีฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกา ฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ล (Pearl Harbor) สองวันหลังจากเปิดแนวรบไปทั่วมหาสมุทรแปซิฟิค รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้บัญญัติชื่อเรียกสงครามครั้งนี้ว่า ” Greater East Asia War ” หรือ สงครามมหาเอเชียบูรพา สถานการณ์ของสงครามที่ขยายตัวและเชื่อมโยงกันอย่างหลวม ๆ นี้กลายเป็นที่มาของคำเรียกสงครามโดยรวมว่า สงครามโลกครั้งที่ 2
แผนที่แสดงที่ตั้งค่ายญี่ปุ่น ค่ายหนึ่ง ค่ายสอง และค่ายสาม ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองพระราชาพิมล
เมื่อคราวที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกทางภาคใต้ของไทย ทหาร ตำรวจ ยุวชนทหาร ลูกเสือ อาสาสมัครต่าง ๆ ในจังหวัดเหล่านั้น ได้ทำการต่อสู้และได้พลีชีพเพื่อชาติจำนวนมาก รัฐบาลไทยซึ่งมีจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พิจารณาเห็นว่าไทยยังไม่พร้อมจะรบกับกองทัพญี่ปุ่น ประกอบกับญี่ปุ่นได้แจ้งความประสงค์ขอเพียงเดินทัพผ่านประเทศไทย และจะเคารพเอกราชอธิปไตยของไทย รัฐบาลไทยจึงมีคำสั่งให้หยุดยิงและยุติการสู้รบ และตัดสินใจทำกติกาสัญญาพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นในเวลาต่อมา ทำให้ไทยเป็นประเทศพันธมิตรกับญี่ปุ่นอย่างเต็มตัว และพัฒนาไปสู่การประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2485
หลังจากที่กองทัพญี่ปุ่นจากประเทศพม่าพ่ายแพ้ต่อกองทัพอังกฤษในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 ทหารญี่ปุ่นได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น ต่อมามีการทิ้งระเบิดปรมณูลูกแรกที่เมืองฮิโรชิมา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 และในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488 มีการทิ้งระเบิดปรมณูลูกที่สองที่เมืองนางาซากิ ราษฎรญี่ปุ่นเสียชีวิตนับล้านคน ทำให้ในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2488 สมเด็จพระจักรพรรดิ์ฮิโรฮิโตมีพระบรมราชโองการยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรโดยปราศจากเงื่อนไข และให้บรรดาทหารญี่ปุ่นทั้งหมดวางอาวุธโดยสิ้นเชิง สงครามมหาเอเชียบูรพาจึงได้ยุติลง เมื่อกองทัพญี่ปุ่นแพ้สงคราม ในช่วงแรกรัฐบาลไทยกักบริเวณชาวญี่ปุ่นไม่ให้ออกจากที่พักเพื่อความปลอดภัย มีตำรวจคอยดูแลรักษาความปลอดภัยหน้าที่พัก ซึ่งในเวลานั้นกองกำลังของสัมพันธมิตรได้เข้าควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศไทยด้วย ต่อมากองกำลังสัมพันธมิตรได้นำพลเรือนญี่ปุ่น 3,870 คน ไปควบคุมไว้ที่ค่ายพิทักษ์บางบัวทอง โดยให้รัฐบาลไทยมีอำนาจในการดูแลค่ายพิทักษ์บางบัวทองอย่างเต็มที่
ค่ายพิทักษ์บางบัวทอง เป็นสถานที่พำนักของทหารและพลเรือนชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในประเทศไทย ชาวบ้านมักเรียกกันทั่วไปว่า ค่ายญี่ปุ่น โดยหลังจากที่กองทัพญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามมหาเอเชียบูรพาเมื่อปีพุทธศักราช 2488 ชาวญี่ปุ่น จำนวน 3,870 คน ที่อยู่ในประเทศไทย ได้ถูกนำมาพำนักอยู่ที่ค่ายพิทักษ์บางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เป็นเวลา 6 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2488 ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2489
ตลาดบางบัวทองในอดีตอยู่ริมคลองพระราชาพิมล

 

ทิวทัศน์ของค่ายพิทักษ์บางบัวทองปี พ.ศ. 2489
ตัวค่ายตั้งอยู่ริมคลองพระราชาพิมล ห่างจากตลาดบางบัวทองไปทางทิศตะวันตก ตามคลองพระราชาพิมล ห่างจากวัดพระแม่สกลสงเคราะห์ประมาณ 2 กิโลเมตร ภายในค่ายแบ่งออกเป็น 3 ค่าย คือ ค่ายหนึ่ง ค่ายสอง และค่ายสาม โดยชาวญี่ปุ่นที่อยู่ที่พำนักอยู่ที่ค่ายแห่งนี้ ช่วยกันขุดบ่อน้ำเพื่อใช้เป็นที่เก็บน้ำดื่ม สร้างที่พัก อาคารเรียนสำหรับเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงเด็กโต โรงอาหาร ลานกีฬา และอาคารอื่น ๆ ที่จำเป็น อาคารทั้งหมดสร้างด้วยไม้ หลังคาและฝาเป็นจาก
การส่งเสบียงอาหารทางน้ำให้กับชาวญี่ปุ่นภายในค่าย
ก่อนจะเป็นค่าย
แต่เดิมทางราชการได้จัดเตรียมสถานที่บริเวณที่เป็นที่ตั้งของค่ายพิทักษ์บางบัวทองแห่งนี้เพื่อรองรับการเคลื่อนย้าย สถานที่ราชการบางส่วนงานมาอยู่ที่บางบัวทอง เพราะขณะเกิดสงครามกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทิ้งระเบิดทำลายเพื่อตัดกำลังทหารกองทัพญี่ปุ่น โดยทำให้สถานที่ราชการสำคัญ ๆ หลายแห่งในกรุงเทพมหานครได้รับความเสียหายอย่างหนัก เช่น สถานีรถไฟหัวลำโพง โรงไฟฟ้าวัดเลียบ สะพานพระพุทธยอดฟ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสะพานพระราม 6 ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดนนทบุรี ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทิ้งระเบิดทำลายสะพานพระราม 6 ถึง 5 ครั้ง ครั้งแรก 1 มกราคม พ.ศ. 2487 ลูกระเบิดลงที่วัดสร้อยทอง ไฟไหม้วัดเสียหาย ครั้งที่ 2 วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2487 และครั้งที่ 3 วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2488 สะพานไม่เสียหาย ครั้งที่ 4 วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2488 สะพานถูกลูกระเบิดช่วงสะพานขาด และครั้งที่ 5 วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488 สะพานถูกระเบิดซ้ำ ช่วงสะพานขาดและชำรุดเสียหายมาก
ปล่องเตาเผาอิฐ บ.บ.ท.
การที่กรุงเทพมหานครและปริมรฑลหลายแห่งถูกระเบิดของกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร ทำลายได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลกำหนดจะย้ายส่วนราชการบางส่วนมาอยู่ที่อำเภอบางบัวทอง เพราะเห็นว่าเป็นที่ปลอดภัยเนื่องจากที่บริเวณปากคลองบางบัวทองเป็นที่ตั้งของโรงงานทำอิฐทนไฟ บ.บ.ท. ของคุณประสาท  สุขุม หัวหน้าขบวนการเสรีไทยสายบางบัวทอง ทำให้บริเวณดังกล่าวได้รับความคุ้มครองจากกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรที่จะไม่ทิ้งระเบิดในบริเวณที่มี ปล่องเตาเผาอิฐ บ.บ.ท. โดยให้สังเกตจากปล่องเตาเผาอิฐซึ่งมีความสูงและมองเห็นได้แต่ไกล

อ่านเรื่องนี้เพิ่มเติม ลิ้งค์อยู่ด่านล่างสุด..

ชีวิตในค่ายญี่ปุ่น
โรงเรียนอนุบาลภายในค่ายญี่ปุ่นที่อาสาสมัครจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2488

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงเมื่อ พ.ศ. 2489 ชาวญี่ปุ่นจำนวน 3,872 คน ถูกควบคุมตัวให้มาพำนักอยู่ที่ค่ายพิทักษ์บางบัวทอง การดำเนินชีวิตชาวญี่ปุ่นในค่ายพิทักษ์บางบัวทองดำเนินไปด้วยดี เพราะไทยไม่คิดว่าชาวญี่ปุ่นเหล่านี้เป็นเฉลยศึกแต่อย่างใด ทุกคนใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติ บางคนมีภรรยาเป็นคนไทย แต่ภรรยาไม่สามารถเข้าไปอยู่ในค่ายได้ ต้องเช่าบ้านหรือห้องแถวอยู่นอกค่าย ภายในค่ายมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ มีการจัดเวรทำอาหารและทำงานร่วมกัน เด็กได้ศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนภายในค่าย ผู้ใหญ่ได้เข้ารับการศึกษาภาษาต่าง ๆ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษารัสเซีย เวลาว่างมีกิจกรรมสันทนาการและการเล่นกีฬา เช่น เบสบอลและวอลเล่ย์บอล และเมื่อถึงเทศกาลตามประเพณีของชาวญี่ปุ่น ก็สามารถจัดงานตามประเพณีขิงชาวญี่ปุ่นได้ เช่น เทศกาลปลาของญี่ปุ่น ทุกคนที่อยู่ภายในค่ายมีอิสระในการทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่ห้ามออกไปนอกค่าย นอกจากจะได้รับอนุญาตให้ไปซื้อของที่ตลาดบางบัวทอง โดยผลัดกันไปเป็นกลุ่ม ๆ

ชาวญี่ปุ่นที่อยู่ภายในค่ายแต่ละคนมีเงินติดตัวกันมามาก ดังที่ นายไพโรจน์   พันธุมจินดา ได้กล่าวถึงไว้ในบทความเรื่องมาสแต็งตกที่บางบัวทอง จากหนังสือเอาเส้นใหญ่รวมมิตรมาจาน ตอนหนึ่งว่า
” … พวกเฉลยญี่ปุ่นได้รับอนุญาตมาเที่ยวตลาดได้ทุกวันโดยผลัดกันมาเป็นกลุ่ม ๆ การเงินเดินสะพัดหมุนจี้ ร้านรวง พ่อค้าแม่ค้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะพวกญี่ปุ่นขนเงินติดตัวมาคนละมาก ๆ บางคนยัดธนบัตรใส่ที่นอน หมอนหนุนหัวแทนนุ่นแน่นเอี้ยด ญี่ปุ่นหนุ่มฐานะชั้นกระจอกคนหนึ่งชื่อซาบูเอะรู้จักกับที่บ้านและเอาเงินมาฝากไว้หกหมื่นบาทก่อ่นกลับกรุงเทพฯ และส่งตัวกลับยี่ปุ่นเขามาขอรับเงินคืนไปเป็นที่เรียบร้อย “
เด็ก ๆ กำลังเรียนการวาดภาพภายในค่ายพิทักษ์บางบัวทอง
ผู้ใหญ่ภายในค่ายกำลังเรียนภาษาต่าง ๆ เช่น ภาษาอังกฤษ
รัสเซีย และจีน ภายในห้องเรียนธรรมชาติ
เด็ก ๆ ชาวญี่ปุ่นในค่ายพิทักษ์บางบัวทอง
เด็ก ๆ ชาวญี่ปุ่นออกกำลังกายภายในค่ายตอนเช้าทุกวัน

 

ชาวญี่ปุ่นภายในค่ายพิทักษ์บางบัวทอง
ออกกำลังกายโดยการเล่นเบสบอลและวอลเล่ย์บอล
ชาวญี่ปุ่นอาบน้ำในคลองพระราชาพิมล
ที่อยู่ริมค่ายพิทักษ์บางบัวทอง
เด็ก ๆ ชาวญี่ปุ่นกำลังมีความสุขกับพิธีเทศกาลปลา
ที่จัดขึ้นภายในค่าย ปี พ.ศ. 2489
ชาวญี่ปุ่นภายในค่ายช่วยกันตักน้ำใส่ถังปูน ริมคลองพระราชาพิมล เพื่อจะได้น้ำสะอาดไว้ใช้และดื่ม
เมื่อปี พ.ศ. 2489 และถังน้ำที่เห็นนี้ยังปรากฏอยู่ถึงประมาณปี พ.ศ. 2515
อนุสรณ์แห่งมิตรภาพ
ชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในค่ายพิทักษ์บางบัวทองได้ใช้ชีวิตอยู่ภายในค่ายจนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2489 จึงเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่น ตลอดระยะเวลาของการใช้ชีวิตอยู่ภายในค่าย ทุกคนต่างรู้สึกผูกพันและประทับใจในน้ำใจของคนไทยที่ให้การดูแลเอาใจใส่ต่อชาวญี่ปุ่นที่ถูกควบคุมตัวเป็นอย่างดี ก่อนเดินทางกลับจึงได้ร่วมกันสร้างสะพานข้ามคลองบางบัวทองที่หน้าวัดละหาร อำเภอบางบัวทอง เพื่อแสดงความขอบคุณชาวไทยโดยเฉพาะชาวบางบัวทองที่ให้ความเป็นมิตรและมีน้ำใจไมตรีตลอดเวลาที่ได้พำนักอยู่ที่ค่าย สะพานที่สร้างไว้เป็นอนุสรณ์นี้ชื่อว่า สะพานไมตรีนฤมิตร นอกจากนี้ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2514 ยังได้ร่วมกันจัดตั้ง สมาคมบางบัวทอง ขึ้น เพื่อใช้เป็นสถานที่พบปะระหว่างชาวญี่ปุ่นที่ได้มาอยู่ที่ค่ายพิทักษ์บางบัวทองอีกด้วย
สะพานไม้ที่ชาวญี่ปุ่นร่วมแรงร่วมใจกัน สร้าง๘ึ้นที่บริเวณหน้าวัดละหาร
 และให้ชื่อสะพานนี้ว่าสะพาน ” ไมตรีนฤมิตร “
สะพานปูนที่เทศบาลเมืองบางบัวทองสร้างขึ้นใหม่แทนสะพานไมตรีนฤมิตรที่เดิมทำด้วยไม้
ข้ามคลองบางบัวทอง บริเวณหน้าวัดละหาร
บริเวณค่ายหนึ่ง สอง สาม
 
บ้านค่ายสามยังมีอยู่
แต่ตรงนี้ เป็นเส้นบ้านกล้วย-ไทรน้อยหมู่ 4 ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง
ถ้าเป็น ต.บางบัวทอง อ.บางบัวทอง จะเป็นหมู่ 3
คาดเดาว่า พื้นที่ค่ายสาม คงจะมาถึงตรงนี้ด้วย
อ่านเพิ่มเติม
อัพเดต 9 มิย 57

 

ซากตลับเกม E.T. ในตำนานที่ถูกฝัง 30 กว่าปีก่อน

ทีมถ่ายทำหนังสารคดีจากบริษัท Fuel Entertainment และค่ายไมโครซอฟท์ขุดพบซากตลับเกม E.T. ในรัฐนิวเม็กซิโกซึ่งว่ากันว่าถูกนำไปฝังเนื่องจากขายไม่ออก ไขปริศนาตำนานเมืองที่เล่าขานกันมานานกว่า 30 ปี
       
       “E.T. the Extra-Terrestrial” เป็นเกมที่สร้างลงเครื่องอาตาริ 2600 เมื่อปี 1982 ซึ่งก็ออกมาย่ำแย่ถูกนักวิจารณ์สับเละกลายเป็นของเหลือค้างสต็อกจำนวนมหาศาล ทำให้เกิดเรื่องเล่าตำนานเมืองว่าทางค่ายอาตาริได้นำตลับเหล่านี้ไปฝังดินถมที่ในแถบรัฐนิวเม็กซิโก พร้อมด้วยสินค้าอื่นๆ ที่ขายไม่ออกอีกเป็นจำนวนมาก
       
       เมื่อกลางปี 2013 บริษัท Fuel Entertainment ได้เจรจากับคณะกรรมาธิการผู้ดูแลเมืองและผู้รับเหมากำจัดขยะจนได้สิทธิ์ในการขุดค้นพื้นที่บริเวณดังกล่าว โดยตั้งเป้าจะทำเป็นหนังสารคดีไขปริศนาเหตุการณ์นี้ และก็ได้ค่ายไมโครซอฟท์มาร่วมสนับสนุนโครงการนำสารคดีไปออกอากาศผ่านบริการ Xbox Live ของพวกเขาด้วย
       
       ในวันเริ่มงานจริง 26 เมษายน ทีมถ่ายทำสารคดีที่นำโดยผู้กำกับ “แซค เพนน์” ก็ได้ลงมือขุดค้นพื้นที่ดังกล่าวภายใต้การควบคุมดูแลของนักโบราณคดีมืออาชีพ โดยมี “เมเจอร์เนลสัน” ผู้ดูแลระบบออนไลน์ Xbox Live “โฮเวิร์ด สก็อตต์ วอร์ชอว์” ผู้ออกแบบเกม E.T. และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย
       
       ทางทีมงานได้ค้นพบตลับเกม E.T. ตลับแรกในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์แม้กล่องกระดาษที่บรรจุจะพังยับเยิน แถมยังเจอตลับเกมอื่นของเครื่องอาตาริ 2600 อีกรวมทั้งหมดหลายร้อยชิ้นตามข้อมูลล่าสุดถึงปัจจุบัน ขณะที่เรื่องเล่าดั้งเดิมนั้นระบุว่าค่ายอาตารินำตลับเกมมาฝังเป็นล้านๆ ชิ้นเลยทีเดียว

557000004870601 557000004870602 557000004870603 557000004870604 557000004870605 557000004870606

เมืองบางกอกอยู่ที่ไหน

เมืองบางกอกอยู่ที่ไหน

 ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล –  www.samkokview.com

  

ทุกท่านเคยสงสัยมั้ยครับว่า สิ่งที่เรารับรู้กันอยู่ทั่วไปว่า ชื่อเดิมของกรุงเทพมหานคร หรือแม้แต่เป็นชื่อปัจจุบันของกรุงเทพฯ ในภาษาอังกฤษ คือ บางกอก” (Bangkok) แต่เราพบชื่อเขต “บางกอกน้อย” และ “บางกอกใหญ่” อยู่ในฝั่งธนบุรี ซึ่งสำหรับคนไทยในปัจจุบัน ธนบุรีคือ “ฝั่งธน” ส่วนบางกอก กลับหมายถึง “ฝั่งพระนคร”

ผมอยากเรียนท่านทั้งหลายว่า ความเข้าใจในสมัยหลังนั้น “คลาดเคลื่อน” เพราะพิจารณาแต่สภาพเฉพาะที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้ศึกษาประวัติความเป็นมาของสายน้ำที่ไหลผ่าน “เมืองบางกอก”

เดิมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เราเห็นกว้างและลึกมาก ตรงบริเวณตั้งแต่โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผ่านมาถึงวัดอรุณราชวรารามถึงป้อมวิชัยประสิทธิ์ (หมายเลข ๑ ในภาพ) นั้น เป็น “คลองลัด” หรือ “คลองขุด” ที่ถูกขุดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้า เพื่อย่นระยะทางในการเดินทางบนแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงที่ไหลผ่าน เมืองบางกอก ซึ่งแม่น้ำมีความคดโค้งมาก (มีส่วนโค้งตวัดคล้าย “กระเพาะหมู” เช่นบริเวณบางกระเจ้าในปัจจุบันอยู่หลายแห่ง) ส่วนศักราชที่ขุดนั้น เอกสารแหล่งต่าง ๆ ระบุไว้แตกต่างกัน บ้างก็ระบุว่าเป็นปี พ.ศ. ๒๐๖๕ บ้างก็ว่า พ.ศ. ๒๐๘๕ บ้างก็ว่าอยู่ระหว่าง พ.ศ. ๒๐๗๗-๒๐๘๐ แต่หากพิจารณาปีครองราชย์ของสมเด็จพระไชยราชาธิราชจะพบว่า ทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๒๐๗๗-๒๐๘๙ ดังนั้นที่ว่าคลองลัดนี้ถูกขุดในปี พ.ศ. ๒๐๖๕ น่าจะเป็นการคำนวณที่คลาดเคลื่อนมากที่สุด

   

กล่าวกันว่า คลองลัดที่ขุดขึ้นนี้ช่วยย่นระยะทางได้ถึง 1 วัน ต่อมากระแสน้ำส่วนใหญ่ได้ไหลเข้าสู่คองลัดทำให้คลองกว้างขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหม่ดังที่ปรากฏแก่ตาของทุกท่านอยู่ในปัจจุบัน ส่วนแนวแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมที่ไหลคดโค้งนั้นก็ค่อย ๆ แคบลงกลายเป็นคลองบางกอกน้อย คลองชักพระ (คลองบางขุนศรี) และคลองบางกอกใหญ่ (คลองบางหลวง) ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันแทน คลองทั้งสามนี้ก็ยังคงเป็นสายเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวบางกอกน้อยและบางกอกใหญ่

บริเวณแผ่นดินที่แนวแม่น้ำเจ้าพระยาเดิม (คลองบางกอกน้อย คลองชักพระ คลองบางกอกใหญ่ในปัจจุบัน) ไหลผ่าน เป็นชุมชนดั้งเดิมร่วมสมัยกับกรุงศรีอยุธยา ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวน มีร่องรอยความเจริญจาก “วัด” ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนอยู่ในบริเวณดังกล่าวมากกว่าทุก ๆ ย่านของกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน  (บ้านของผู้เขียนก็ตั้งอยู่ริมคลองชักพระ) ส่วนแผ่นดินฝั่งตะวันออกที่ปัจจุบันเรียกว่า“พระนคร” นั้นเป็นที่ลุ่มต่ำ มีผู้คนอาศัยอยู่น้อยกว่า

ดังนั้น “ตัวเมือง” ของ “บางกอก” ในอดีตคือบริเวณที่เป็นเขตบางกอกน้อยและเขตบางกอกใหญ่ในปัจจุบันนั่นเอง อย่างไรก็ตาม “บางกอก” น่าจะเป็นชื่อที่ชาวบ้านใช้เรียกกัน ส่วนชื่อที่ทางการกรุงศรีอยุธยาบันทึกไว้คือ “เมืองธนบุรีศรีมหาสมุทร แต่กระนั้นชาวตะวันตกที่เข้ามาก็เรียกชื่อ “บางกอก” หรือ Bangkok มาแต่นั้นจวบจนปัจจุบัน

ส่วนที่มาของชื่อ “บางกอก” นั้น ยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด เนื่องจากพบข้อสันนิษฐานของนักวิชาการแตกต่างกันไปถึง ๔ แนวทางด้วยกัน
แนวทางแรก มาจากความเชื่อที่ว่า แต่เดิมบริเวณนี้เป็นป่ามะกอก จึงเรียกว่า “บางมะกอก” ต่อมาจึงกร่อนลงเหลือเพียง “บางกอก” (บาง คือหมู่บ้านที่มีน้ำไหลผ่าน) หลักฐานที่นำมาสนับสนุนเห็นจะได้แก่ ชื่อเดิมของวัดอรุณราชวรารามที่ชื่อ “วัดมะกอก” ก่อนจะมาเรียกกันว่า “วัดแจ้ง” ในสมัยกรุงธนบุรี
แนวทางที่สอง อ้างบันทึกในหนังสือ “จดหมายเหตุรายวันของบาทหลวง เดอ ชวาสี”แปลและเรียบเรียงโดย หลวงสันธานวิยาสิทธิ์ (กำจาย พลางกูร) ซึ่งระบุว่า “บางกอกคือจังหวัดธนบุรี บาง แปลว่า บึง กอก แปลว่า น้ำ (กลายเป็นแข็ง) หรือน้ำกลับเป็นดินหรือที่ลุ่มเป็นที่ดอน” ซึ่งจากข้อสันนิษฐานนี้ก็มาสอดคล้องกับความเห็นของนักโบราณคดีและนักธรณีวิทยาที่สันนิษฐานว่า บริเวณบางกอกแต่เดิมที่เป็นทะเลและต่อมาได้เกิดการสะสมดินตะกอนที่แม่น้ำพัดพามาเป็นเวลานานจนทับถม “ทะเลตม” และกลายเป็นผืนดินใหม่งอกยาวลงไปในทะเลแนวทางที่สาม ปรากฏในหนังสือ “เล่าเรื่องบางกอก” ของศิลปินแห่งชาติ อาจารย์สมบัติ พลายน้อย หรือ “ส.พลายน้อย” ให้ข้อมูลว่า ผู้รู้บางคนกล่าวว่าบางกอกน่าจะมาจากคำว่า Benkok เป็นภาษามลายู แปลตามตัวว่า คดโค้ง หรือ งอ โดยอ้างว่าแม่น้ำในบางกอกสมัยก่อนคดโค้งอ้อมมาก ซึ่งก็มีหลักฐานเรื่องการขุด “คลองลัด” มาสนับสนุน” และตัวแม่น้ำเจ้าพระยาก็ยังปรากฏร่องรอยความคดโค้งมาถึงปัจจุบัน

แนวทางที่สี่ ยังคงอ้างอิงจากหนังสือเล่าเรื่องบางกอก ซึ่งอาจารย์ ส.พลายน้อย ให้ข้อมูลว่า มีนักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่ง (ส.พลายน้อย ไม่ได้ระบุชื่อไว้) ให้ข้อคิดว่า …คำ Bangkok นั้น ฝรั่งแต่โบราณเขียนเป็น “Bangkoh” ซึ่งมีทางว่าน่าจะอ่านว่า“บางเกาะ และคำนี้ก็มีการออกชื่อปรากฏอยู่ในจดหมายของท้าวเทพสตรีที่มีไปถึงกัปตันไลน์หรือพระยาราชกัปตันด้วย แต่เสียดายที่มีชื่อปรากฏเป็นหลักฐานอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น แนวทางนี้ก็มีเหตุผลสนับสนุนคือ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของเมืองบางกอกก็เป็นเกาะอยู่จำนวนมาก ซึ่งเกิดจากการขุดคลองนั่นเอง

เอาหละครับ ไม่ว่าชื่อ “บางกอก” จะมาจากไหนก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นยุติตรงกันในชั้นนี้คือ “บางกอก” อยู่ที่ฝั่งธนบุรีในปัจจุบัน อันเหลือร่องรอยเป็นเขตบางกอกน้อยและบางกอกใหญ่นั่นเอง ไม่ใช่ฝั่งพระนครหรือฝั่งกรุงเทพฯ อย่างที่เราเคยเข้าใจกันครับ

 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล –  www.samkokview.com

เพลง ซูบารุ

เพลง ซูบารุ

เวลาฟังเพลงนี้ จะสังเกตเห็นว่า ฉากหลังของนักร้องนั้นจะมืดเสมอ เหมือนกับให้เราจินตนาการว่าเรากำลังเดินอยู่ในถนนที่ยังอีกยาวไกล รอบข้างมืดสนิท แถมลมหนาวยังพัดให้เราหนาวสั่น จะมีเพื่อนที่เป็นเพื่อนคุยก็แค่แสงจากดาวลูกไก่ที่เห็นเท่านั้น หากแต่แม้จุดหมายจะยังมองไม่เห็นเลยสักนิด แต่แสงสว่างน้อย ๆ ก็ดาวเล็ก ๆ นี้ก็เป็นเหมือนกำลังใจให้เรายังต้องก้าวต่อไป (ที่ร้องว่า โอ้ ยังไงเราก็จะยังก้าวต่อไป นั่นแหละ) จนกว่าจะพ้นอุปสรรคนี้ไปได้ในสักวันหนึ่ง ท้ายที่สุดจะเหลือก็แค่ความทรงจำที่ยากลำบากไว้เบื้องหลังพร้อมกับดวงดาวที่ยังเหลือให้คนรุ่นต่อไปได้เดินตามอย่าง..
นักร้อง คุณชินจิ ทานิมุระ

(แปลตรงตัว  ไม่ได้แปลแบบกลอนครับ)

目を閉じて何も見えず

[ Me o tojite nani mo miezu]

เมื่อเราหลับตาก็มองไม่เห็นอะไร

哀しくて 目を開ければ

[ Kanashikute me o akereba ]

เพราะว่าความเหงาเดียวดายนี้เอง เราเลยลองลืมตาขึ้นด���

荒野に 向かう道より

[ Koya ni mukau michi yori ]

หากไปตามเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังทุ่งกว้างนั้น

他(ほか)に 見えるものはなし

[ Hoka ni mieru mono waห็ nashi ]

มันก็มองไม่เห็นอะไรอยู่เลยที่เบื้องหน้าของเรานอกเสียจาก…

嗚呼(ああ) 砕け散る 運命(さだめ)の星たちよ

[ Ah, kudakechiru sadame no hoshitachi yo ]

เหล่าดวงดาวที่มีชะตาชีวิตที่ต้องอยู่อย่างกระจัดกระจาย

(จากรูป จะเห็นได้ว่าเป็นกลุ่มดาวที่กระจายอยู่ในระยะที่ดึงดูดกัน)

せめて密(ひそ)やかに この身を照らせよ

[Semete hisoyaka ni kono mi o terase yo ]

อย่างน้อยที่สุด ก็ช่วยส่องแสงเงียบ ๆ มายังที่ตัวของเราด้วยเถอะ

我は行く 蒼白き頬のままで

[ Ware wa yuku aojiroki hoho no mama de ]

พวกเรากำลังจะไป ไปด้วยแก้มที่มีสีซีดเผือดแบบนี้แหละ

(เวลากล่าวถึงคนที่ดูสีหน้าไม่ดี ไม่มีเลือดมาเลี้ยง ไม่สบายจะใช้คำนี้ Aojiroi kao)

我は行く さらば昴よ

[ Ware wa yuku saraba Subaru yo ]

พวกเรากำลังจะไปแล้ว ลาก่อนดาวซูบารุเอย

呼吸(いき)をすれば 胸の中

[ Iki o sureba mune no naka ]

เมื่อเราหายใจ ภายในอกของเรานั้น…

凩(こがらし)は 吠(な)き続ける

[ Kogarashi wa nakitsuzukeru ]

ลมหนาวนั้นก็ยังร้องหวีดหวิวอยู่ตลอดเวลา

(Kogarashi=ลมหนาวแรกที่พัดในช่วงหมดใบไม้ร่วง เข้าสู่ฤดูหนาว เป็นช่วงที่ฟ้าหรือสีของฟ้านั้นสวยที่สุดก็ว่าได้ เป็นช่วงที่หากฟ้าเปิด ก็จะมองเห็นสีที่ขอบฟ้านั้นเข้มและสวยมาก)

されど 我が胸は熱く

[ Saredo waga mune wa atsuku ]

หากแต่ทว่าในอกเรากลับเร่าร้อน

夢を 追い続けるなり

[ Yume o oitsuzukeru nari ]

ในการที่จะไล่ตามหาความฝันต่อไป

嗚呼 さんざめく 名も無き星たちよ

[ Ah, sanzameku na mo naki hoshi tachi yo ]

โอ้.. กลุ่มดาวไร้นามต่าง ๆ ที่ร้องเพรียกหา

せめて鮮やかに その身を終われよ

[ Semete azayaka ni sono mi o oware yo ]

อย่างน้อยที่สุด ก็ขอให้จบสิ้นลงด้วยความจำที่ยังสดใสชัดเจนเถิด

我も行く 心の命ずるままに

[ Ware mo yuku kokoro no meizuru mama ni ]

พวกเราก็ยังจะไปด้วย ไปโดยคำสั่งของหัวใจ

我も行く さらば昴よ

[ Ware mo yuku saraba Subaru yo ]

พวกเราก็ยังจะไปด้วย ลาก่อนกลุ่มดาวซูบารุเอย

嗚呼 いつの日か 誰かがこの道を

[ Ah, itsu no hi ka dareka ga kono michi o ]

โอ้.. หากมีวันใดที่มีใครสักคนผ่านมายังถนนสายนี้

嗚呼 いつの日か 誰かがこの道を

[ Ah, itsu no hi ka dareka ga kono michi o ]

โอ้.. หากมีวันใดที่มีใครสักคนผ่านมายังถนนสายนี้

我は行く 蒼白き頬のままで

[ Ware wa yuku aojiroki hoho no mama de ]

พวกเรากำลังไปอยู่ ไปด้วยแก้มที่มีสีซีดเผือดแบบนี้แหละ

我は行く さらば昴よ

[ Ware wa yuku saraba Subaru yo ]

พวกเรากำลังจะไปแล้วนะ ลาก่อนกลุ่มดาวซูบารุเอย

*************

ขอขอบคุณ http://www.gotoknow.org/posts/292431