กว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน

อยากเก็บไว้ เป็นข้อมูลอ้างอิง เพราะวัน ๆ ก็ง่วนอยู่กะมัน ….

อาจจะยาวไปสักหน่อย แต่ก็ไม่ควรละเลยที่จะอ่าน..

———– เริ่มกันเลย ———–

คอมพิวเตอร์ในยุคเริ่มแรก คอมพิวเตอร์ในยุคเริ่มแรกยังไม่มีชิปประมวลผล

หรือระบบปฏิบัติการในปัจจุบัน โดยถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณ

400 กว่าปีที่แล้ว

Boulier1

ลูกคิดของชาวจีน

ส่วนใหญ่ คอมพิวเตอร์เหล่านี้มัก ใช้ในการคำนวณมากกว่า  ลูกคิดของชาวจีน

อุปกรณ์ชนิดแรกของโลก ที่เป็นเครื่องมือในการคำนวณก็คือลูกคิดนั่นเอง

ซึ่งถือได้ว่า เป็นอุปกรณ์ใช้ช่วยการคำนวณที่ เก่าแก่ที่สุดในโลกและคงยัง

ใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2158 นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ชื่อ John Napier

800px-Arts_et_Metiers_Pascaline_dsc03869

ได้สร้างอุปกรณ์ใช้ ช่วยการคำนวณขึ้นมา เรียกว่า Napier’s Bones

มีรูปร่างคล้ายสูตรคูณในปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2185 นักคณิตศาสตร์

ชาวฝรั่งเศสชื่อ Blaise Pascal คิดว่าน่าจะมีวิธีที่จะคำนวณ ตัวเลขได้

ง่ายกว่า  เขาได้ออกแบบ เครื่องมือช่วยในการคำนวณ โดยใช้หลักการ

หมุนของฟันเฟืองหนึ่งอันถูกหมุน ครบ 1 รอบ ฟันเฟืองอีกอันหนึ่งซึ่งอยู่

ทางด้านซ้าย จะถูกหมุนไปด้วยในเศษ 1 ส่วน 10 รอบ เครื่องมือ

ของปาสคาลนี้ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะชน

เมื่อ พ.ศ. 2188 แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากราคาแพง

และเมื่อใช้งานจริงจะเกิดฟันเฟืองติดขัดบ่อยๆ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ค่อย

ถูกต้องตรงความเป็นจริง เครื่องคำนวณของปาสคาลในสมัยนั้นยังไม่มี

เครื่องจักรใดที่สามารถ ทำตามคำสั่งหรือทำงานเองโดยอัตโนมัติได้

แต่ใน พ.ศ. 2344 นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Joseph Marie Jacquard

ได้พยายาม พัฒนาเครื่องทอผ้าโดยใช้ บัตรเจาะรูในการใส่คำสั่งให้ควบคุม

เครื่องทอผ้าให้ทำตามแบบที่กำหนดไว้ และแบบดังกล่าวสามารถนำมา

สร้างซ้ำๆ ได้อีกหลายครั้ง ความพยายามของ Jacquard สำเร็จลงใน

พ.ศ. 2348 เครื่องทอผ้านี้ถือว่าเป็น เครื่องทำงานตามคำสั่งเป็นเครื่องแรก

และตั้งแต่ Jacquard ได้ประดิษฐ์สิ่งนี้ขึ้นมาทำให้มีเครื่องกลเกิดขึ้นมา

หลายอย่าง และได้มีเครื่องมือชนิดหนึ่ง ที่ได้เปลี่ยนวงการของเครื่อง

คอมพิวเตอร์และการคำนวณ โดยอุปกรณ์ที่ว่านี้มีชื่อว่าเครื่องหาผลต่าง

(Difference Engine) โดยเจ้าเครื่องนี้มีความคล้ายกับ เครื่องคิดเลขใน

ปัจจุบันนั่นเอง โดย Chales Babbage เป็นผู้สร้างเครื่องนี้ขึ้นมา

ในปี พ.ศ. 2373 เขาได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลอังกฤษเพื่อสร้างเครื่อง

Difference Engine ขึ้นมาจริงๆ แต่ในขณะที่ Babbage ทำการสร้างเครื่อง

800px-LondonScienceMuseumsReplicaDifferenceEngine 

Difference Engine อยู่นั้น  ได้พัฒนาความคิดไปถึงเครื่องมือในการคำนวณที่มี

ความสามารถสูงกว่านี้ ซึ่งก็คือเครื่องที่เรียกว่าเครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine)

และได้ยกเลิกโครงการสร้างเครื่อง Difference Engine ลงแล้วเริ่มต้นงานใหม่ คือ

งานสร้างเครื่องวิเคราะห์ ในความคิดของเขา โดยที่เครื่องดังกล่าวประกอบไป

ด้วยชิ้นส่วนที่สำคัญ 4 ส่วน คือ 1.ส่วนเก็บข้อมูล เป็นส่วนที่ใช้ในการเก็บข้อมูล

นำเข้าและผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ 2.ส่วนประมวลผล เป็นส่วนที่ใช้ในการ

ประมวลผลทางคณิตศาสตร์ 3.ส่วนควบคุม เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายข้อมูล

ระหว่างส่วนเก็บข้อมูล และส่วนประมวลผล 4.ส่วนรับข้อมูลเข้าและแสดงผลลัพธ์

เป็นส่วนที่ใช้รับทราบข้อมูลจากภายนอกเครื่องเข้าสู่ส่วนเก็บ และแสดงผลลัพธ์ที่

ได้จากการคำนวณให้ผู้ใช้ได้รับทราบ เครื่องหาผลต่างเป็นที่น่าสังเกตว่าส่วน

ประกอบต่างๆ ของเครื่อง Alaytical Engine มีลักษณะใกล้เคียง กับส่วนประกอบ

ของระบบคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันมาก แต่น่าเสียดายที่เครื่อง Alalytical Engine

ของ Babbage นั้นไม่สามารถ สร้างให้สำเร็จขึ้นมาได้ ทั้งนี้เนื่องจากเทคโนโลยี

สมัยนั้นไม่สามารถสร้างส่วน ประกอบต่างๆ ดังกล่าว

และอีกประการหนึ่งก็คือ

สมัยนั้นไม่มีความจำเป็น ต้องใช้เครื่องที่มีความสามารถสูง ขนาดนั้น ดังนั้นรัฐบาล

อังกฤษจึงหยุดให้ความสนับสนุนโครงการของ Babbage ทำให้ไม่มีทุนที่จะทำการ

วิจัยต่อไป สืบเนื่องจากมาจากแนวความคิดของ Analytical Engine เช่นนี้จึงทำให้

Charles Babbage ได้รับการยกย่อง ให้เป็น บิดาของเครื่องคอมพิวเตอร์

และหลังจากนั้นอุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์ก็เริ่มพัฒนาขึ้น แต่มีอย่างหนึ่งที่ยังไม่มี

ในยุคนั้น สิ่งนั้นก็คือโปรแกรมนั้นเอง เนื่องจากในสมัยนั้นไม่มีใครคิดที่จะทำ

คอมพิวเตอร์สำหรับทำงานขึ้นมา

แต่ใน พ.ศ. 2385 ชาวอังกฤษ ชื่อ Lady Auqusta Ada Byron

ได้ทำการแปลเรื่องราว เกี่ยวกับเครื่อง Anatical Engine จากภาษาฝรั่งเศส

เป็นภาษาอังกฤษ ในระหว่างการแปลทำให้ Lady Ada เข้าใจถึงหลักการทำงาน

ของเครื่อง Analytical Engine และได้เขียนรายละเอียดขั้นตอนของคำสั่งให้

เครื่องนี้ทำการคำนวณที่ยุ่งยากซับซ้อนไว้ในหนังสือทางคณิตศาสตร์เล่มหนึ่ง

ซึ่งถือว่าเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์โปรแกรมแรกของโลก และจากจุดนี้จึงถือว่า

Lady Ada เป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก (มีภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมที่

เก่าแก่ อยู่หนึ่งภาษาคือภาษา Ada มาจาก ชื่อของ Lady Ada) นอกจากนี้

Lady Ada ยังค้นพบอีกว่าชุดบัตรเจาะรูที่บรรจุคำสั่งไว้สามารถนำกลับมา

ทำงานซ้ำได้ถ้าต้องการ นั่นคือ หลักของการทำงานวนซ้ำ หรือเรียกว่า Loop

เครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณที่ถูกพัฒนาขึ้นในศตวรรษที่ 19 นั้น ทำงานกับ

เลขฐานสิบ (Decimal Number) แต่เมื่อเริ่มต้นของศตวรรษที่ 20 ระบบ

คอมพิวเตอร์ได้ถูก พัฒนาขึ้นจึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงมาใช้ เลขฐานสอง

(Binary Number) กับระบบคอมพิวเตอร์ ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักของ

พีชคณิต

ตอนนี้คอมพิวเตอร์เริ่มพัฒนามาเรื่อยๆ จวบจนถึงยุคคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์

โดยบริษัทที่ได้ทำคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ก็คือบริษัท ไอบีเอ็ม (IBM) นั่นเอง

พ.ศ. 2480 ศาสตราจารย์ Howard Aiken แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้พัฒนา

เครื่อง คำนวณ ตาม แนวคิด ของ Babbage ร่วมกับวิศวกรของบริษัท IBM

สร้างเครื่องคำนวณตามความคิดของ Babbage ได้ สำเร็จ โดยเครื่องดังกล่าว

ทำงานแบบเครื่องจักรกลปนไฟฟ้า และใช้บัตรเจาะรูเป็นสื่อในการ นำเข้าข้อมูล

สู่เครื่องเพื่อทำการประมวลผล การพัฒนาดังกล่าวมาเสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2487

โดยเครื่องมือนี้ มีชื่อว่า MARK 1 และเนื่องจากเครื่องนี้สำเร็จได้จากการสนับ

สนุนด้านการเงินและบุคลากรจากบริษัท IBM ดังนั้นจึงมีอีกชื่อ หนึ่งว่า IBM

Automatic Sequence Controlled Calculator และนับเป็นเครื่องคำนวณ

แบบอัตโนมัติเครื่องแรกของโลก และในเมื่อมีเครื่องคำนวณที่สามารถคำนวณ

แบบอัตโนมัติได้ ทำให้มีคนคิดที่นำไปใช้ในสงคราม ซึ่งถ้าใช้เครื่องคำนวณที่มี

อยู่ในสมัยนั้นจะต้องใช้เวลาถึง 12 ชั่วโมง ในการคำนวณ การยิงจรวด 1 ครั้ง

ดังนั้นกองทัพจึงให้กองทุนอุดหนุนแก่ John W. Mauchly และ Persper Eckert

จาก, มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ในการสร้างคอมพิวเตอร์ จากอุปกรณ์

อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา โดยนำหลอดสุญญากาศ (Vacuum Tube)

จำนวน 18,000 หลอด มาใช้ในการสร้าง ซึ่งมีข้อดีคือ ทำให้เครื่องมีความเร็ว

และมีความถูกต้องแม่นยำในการคำนวณมากขึ้น และความคิดต่อมาในการพัฒนา

เครื่องคอมพิวเตอร์ให้ดีขึ้นก็คือ การค้นหาวิธีการเก็บโปรแกรมไว้ในเครื่องได้

เพื่อลดความยุ่งยาก ของขั้นตอนการป้อนคำสั่งเข้าเครื่องครั้งต่อครั้ง

มีนักคณิตศาสตร์เชื้อสายฮังกาเรียนชื่อ Dr.John Von Neumann ได้พบวิธีการ

เก็บโปรแกรมไว้ ในหน่วยความจำของเครื่องเช่นเดียวกับการ เก็บข้อมูลและ

ต่อวงจรไฟฟ้า สำหรับการคำนวณ และการปฏิบัติการพื้นฐาน ไว้ให้เรียบร้อย

ภายในเครื่อง แล้วเรียกวงจรเหล่านี้ด้วยรหัสตัวเลขที่กำหนดไว้

เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นตามแนวความคิดนี้ ได้แก่ EVAC

(Electronic Ddiscreate Variable Automatic Computer) ซึ่งสร้างเสร็จใน

พ.ศ. 2492 และนำมาใช้งานจริง ในปี พ.ศ. 2494 และในเวลาใกล้เคียงกัน

ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ได้มีการสร้างคอมพิวเตอร์มีลักษณะ

คล้ายกับเครื่อง EVAC และให้ชื่อว่า EDSAC (Electronic Delay Strorage Automatic Caculator)

 

  • คอมพิวเตอร์ยุคที่ 1 (พ.ศ. 2497-2501)

450px-Roehren_pd 

รูปหลอดสูญญากาศ

อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2497 ถึง พ.ศ. 2501 เป็น ยุคของคอมพิวเตอร์ที่ใช้

หลอดสุญญากาศ (Vacuum tube) ซึ่งใช้กำลังไฟฟ้าสูงมาก

ถึงแม้จะมีระบบระบายความร้อนที่ดี แต่จะมี ปัญหาในเรื่องความร้อน

และไส้หลอดขาดบ่อย การสั่งงานใช้ภาษาเครื่องซึ่งเป็นรหัสตัวเลขที่

ยุ่งยากและซับซ้อน เครื่องคอมพิวเตอร์ของ ยุคนี้มีขนาดใหญ่ เช่น

มาร์ค วัน (MARK I), อีนิแอค (ENIAC), ยูนิแวค (UNIVAC)

 

  • คอมพิวเตอร์ยุคที่ 2 (พ.ศ. 2502-2507)

    คอมพิวเตอร์ยุคนี้ใช้ทรานซิสเตอร์ (Transistor)

    200px-Transistors_agr

    เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และใช้วงแหวนแม่เหล็กเป็น หน่วยความจำ

    คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กกว่ายุคแรก ต้นทุนต่ำกว่า ใช้กระแสไฟฟ้า

    และมีความแม่นยำ มากกว่า มีอุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรองในรูปแบบ

    ของสื่อแม่เหล็ก สามารถเขียนโปรแกรมระดับสูงได้

 

  • คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3 (พ.ศ. 2508-2513)ในภาพคือไอซี Intel 8008Intel_8008

    คอมพิวเตอร์ยุคนี้ใช้ วงจรไอซี (Integrated Circuit) เป็นสารกึ่งตัวนำ

    ที่สามารถบรรจุวงจรทางตรรกะไว้แล้วพิมพ์บนแผ่นซิลิกอน (Silicon) เรียกว่า “ชิป”

 

  • คอมพิวเตอร์ยุคที่ 4 (พ.ศ. 2514-2523) 

    CPU_486_386

    ยุคนี้ใช้ วงจร LSI (Large Scale Integration) เป็นการรวมวงจรไอซี

    จำนวนมาก ลงในแผ่นซิลิกอนชิป 1 แผ่น สามารถบรรจุได้มากกว่า 1

    ล้านวงจร ด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ทำให้ เกิดแนวคิดในการบรรจุวงจร

    ที่สำคัญสำหรับการ ทำงานพื้นฐานของคอมพิวเตอร์นั่นคือ CPU

    ลงชิปตัวเดียว เรียกว่า “ไมโครโพรเซสเซอร์”

 

  • คอมพิวเตอร์ยุคที่ 5 (พ.ศ. 2524-ปัจจุบัน)  

    chip1

    ยุคนี้ใช้ วงจร VLSI (Very-large-scale integration)

    เป็นการพัฒนา ไมโครโพรเซสเซอร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

  • ก่อกำเนิด ไมโครโพรเซสเซอร์

    intel_4004_sml

    รูป CPU4004

    ถึงแม้จะมีคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ก็ตามแต่คอมพิวเตอร์ก็ยังมี

    ขนาดใหญ่อยู่และไม่สามารถเก็บข้อมูล ได้มาก ทำให้ต้องพัฒนา

    ไมโครโพรเซสเซอร์เพื่อการประมวลผมในคอมพิวเตอร์ให้แม่นยำขึ้น

    โดยบริษัทที่พัฒนาไมโครโพรเซสเซอร์จนเป็นเหมือนปัจจุบันคือ

    บริษัท อินเทล (Intel) นั่นเองเมื่อก่อนนั้น Intel (R) เป็นบริษัทผลิต

    ชิปไอซีแห่งหนึ่งที่ไม่ใหญ่โตมากนักเท่าในปัจจุบันนี้

    เมื่อปี ค.ศ. 1969 ได้สร้างความสะเทือน ให้กับวงการอิเล็คทรอนิคส์

    โดยการออกชิปหน่วยความจำ (Memory) ขนาด 1 Kbyte

    (ถือว่าเยอะมากในสมัยนั้น) มาเป็นรายแรกในปี ค.ศ. 1971 Intel

    ได้นำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า Intel (R) 4004

    ในราคา 200 เหรียญสหรัฐฯ และเรียกชิปนี้ว่าเป็น ไมโครโพรเซสเซอร์

    (Micro Processor) ก็เพราะว่า 4004 นี้เป็น CPU (Central Processing

    Unit) ตัวหนึ่ง ซึ่งมีขนาด 4.2 X 3.2 มิลลิเมตร ภายในประกอบด้วย

    ทรานซิสเตอร์ จำนวน 2250 ตัว และเป็น ไมโครโพรเซสเซอร์ขนาด 4 บิต

    หลังจาก 1 ปีต่อมา Intel (R) ได้ออก ไมโครโพรเซสเซอร์ ขนาด 8 บิต

    ออกมาโดยใช้ชื่อว่า 8008 มีชุดคำสั่ง 48 คำสั่ง และอ้างหน่วยความจำได้

    16 Kbyte ซึ่งทาง Intel (R) หวังว่าจะเป็นตัวกระตุ้น ตลาดทาง

    ด้านชิปหน่วยความจำได้อีกทางหนึ่ง

    เมื่อปี 1973 ทาง Intel (R) ได้ออก ไมโครโปรเซสเซอร์ 8080

    ที่มีชุดคำสั่งพื้นฐาน 74 คำสั่งและสามารถอ้างหน่วยความจำได้

    64 Kbyte

    L_MHS-P8088

     รูป CPU8088

  • คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของไอบีเอ็ม

    6a00d83452989a69e200e55050855f8834-800wi

    ในปี 1975 ไอบีเอ็ม ได้ออกเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เครื่องแรกออกมา

    แต่ทาง ไอบีเอ็มได้เรียก เครื่องนี้ว่าเป็น เทอร์มินัล แบบชาญฉลาด

    ที่สามารถโปรแกรมได้ (Intelligent Programmable Terminal)

    และตั้งชื่อรุ่นว่า Model 5100 มีหน่วยความจำ 16 Kbyte

    แล้วยังมีตัวแปล ภาษาเบสิก แบบอินเตอร์พรีทเตอร์

(Interpreter) ด้วย และมี ไดรฟ์สำหรับใส่คาร์ทิดจ์เทปในตัว แต่ก็ยังขายไม่ดี

เท่าที่ควร เพราะว่าตั้งราคาไว้สูงมากถึง 9,000 เหรียญสหรัฐฯ ในปลายปี 1980

บริษัทไอบีเอ็มได้เกิดแผนกเล็ก ๆ ขึ้นมาแผนกหนึ่งเรียกว่า Entry Systems

Division ภายใต้ทีมของคนชื่อว่า ดอน เอสทริดจ์ (Don Estridge)

และนักออกแบบอีก 12 คน โดยได้รับมอบหมายให้พัฒนาเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์

เครื่องแรกของไอบีเอ็มโมเด็ล 5100 นั้นเอง โดยนำเอาจุดเด่นของเครื่อง

ที่ขายดีมารวมไว้ในการออกแบบเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ของไอบีเอ็ม

และผลิตจำหน่ายได้ภายในปีเดียวภายใต้ชื่อว่า ไอบีเอ็มพีซี (IBM PC)

ซึ่งถูกเปิดตัวในเดือน สิหาคม ปี 1981 และยอดขายของเครื่องพีซีก็ได้พุ่งอย่าง

รวดเร็ว ทำให้บริษัทอื่น ๆ เริ่มจับตามอง

 

  • กำเนิด แอปเปิ้ล

    apple-I 

    รูป Apple I

    ในปี 1976 หลังจาก Stephen Wozniak และ Steve Jobs ได้ร่วมกันก่อ

    ตั้งบริษัท แอปเปิลคอมพิวเตอร์ (Apple Computer) และได้นำ

    เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เครื่องแรกที่ประดิษฐ์จากโรงรถออกมาขาย

    โดยใช้ชื่อว่า Apple I ในราคา 695 เหรียญฯ บริษัทแอปเปิลได้ผลิต

    เครื่อง Apple I ออกมาไม่มากนักภายในปีเดียวได้ผลิต Apple II ออกมา

    appleii 

    รูป Apple II

    และรุ่นนี้เป็นรุ่นเปิดศักราชแห่งวงการ ไมโครคอมพิวเตอร์ และเป็นการสร้าง

    มาตรฐาน ที่ไมโครคอมพิวเตอร์ ที่เกิดมาตามหลังทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่แอปเปิ้ล

    จะขายระบบปฏิบัติการมากว่าขายเครื่องคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเครื่องของ Intel

    และ IBM จะทำงานได้ดีกว่า

  • กำเนิด ไมโครซอฟท์

    เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่

    ของโลก มีฐานการผลิตอยู่ที่เมืองเรดมอนด์ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา

    โดยผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ที่มีกำลังการตลาดมากที่สุดคือ

    ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ วินโดวส์ และ ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ

จุดเริ่มต้นของบริษัทคือการพัฒนาและออกจำหน่ายตัวแปลภาษาเบสิก

สำหรับเครื่อง แอทแอร์ 8800 หลังจากนี้น ไมโครซอฟท์เริ่มมีอิทธิพลต่อผู้ใช้

คอมพิวเตอร์ภายในบ้าน โดยการออกระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ดอสเมื่อช่วง

กลางยุค 1980 ในสายการผลิตของ ไมโครซอฟท์ วินโดวส์ altair8800

รูปเครื่องแอทแอร์8800

  • 1975–1985: สถาปนา หลังจากการเปิดตัวของ แอทแอร์ 8000

    วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ที่สาม (หรือ บิลล์ เกตส์) ได้เรียกวิศวกรมาช่วยสร้าง

    ไมโครคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่, Micro Instrumentation and Telemetry

    Systems (MITS) , ได้สาธิตแสดงการใช้งานของ การเขียนโปรแกรม

    ภาษาเบสิกสำหรับระบบ หลังจาก การสาธิตครั้งดังกล่าว, MITS ก็ยอมรับ

    การใช้งานของโปรแกรม แอทแอร์ เบสิก. ในขณะที่ บิลล์ เกตส์ ยังศึกษา

    อยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, เขาก็ได้ย้ายไปที่รัฐนิวแม็กซิโก , และได้

    สถาปนาไมโครซอฟท์ที่นั่น บริษัทในเครือของไมโครซอฟท์ที่ตั้งอยู่

    ต่างประเทศแห่งแรกคือ บริษัทไมโครซอฟท์แห่งประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งเมื่อ

    1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1978 และในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1979 บริษัทก็ย้าย

    สำนักงานใหญ่อีกครั้ง โดยตั้งอยู่ที่รัฐวอชิงตัน สตีฟ เบลล์เมอร์ ได้เข้าเป็น

    ผู้บริหารของไมโครซอฟท์เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 1980 และหลังจากนั้น

    เขาก็ได้รับรอง บิลล์ เกตส์ เป็นซีอีโอ

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของไอบีเอ็ม-พีซี -IBM-PC มาจากแพ็คเกจซอฟต์แวร์ของ

แอปเปิลซอฟท์ เบสิก โดยมีส่วนประกอบของตัวแปลภาษาเบสิกที่อยู่ใน

เครื่องแอปเปิล และไมโครซอฟท์ ซอฟท์การ์ด , ซีพียู Z80 สำหรับเครื่องแอปเปิล

และ ความเข้ากันได้ของฮาร์ดแวร์เมื่อใช้เครื่องที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ CP/M

ในแอปเปิลซอฟท์ และ แอปแปิลดอส

  • ไมโครซอฟท์สำนักงานใหญ่ ณ เมืองอัลบูเคอร์คี มลรัฐนิวเม็กซิโก

    ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงเวลา สำคัญของไมโครซอฟท์ ได้แก่เมื่อ

    บริษัทไอบีเอ็มได้วางแผนจะรุกตลาดเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

    (พีซี) ด้วยการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไอบีเอ็มออกวางตลาด

    ใน ค.ศ. 1985 ไอบีเอ็มได้เข้ามา เจรจากับไมโครซอฟท์เพื่อขอซื้อ

    ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (ไอบีเอ็มได้ทำสัญญาภาษาคอมพิวเตอร์

    ไปแล้ว) แต่ไมโครซอฟท์ไม่มีระบบปฏิบัติการจะขายให้ จึงแนะนำให้

    ไอบีเอ็มไปคุยกับดิจิทัลรีเสิร์ชแทน ที่ดิจิทัลรีเสิร์ช ผู้แทนของไอบีเอ็ม

    ได้คุยกับโดโรธี ภรรยาของ แกรี คิลดาลล์ แต่เธอปฏิเสธการลงนาม

    ในข้อตกลงมาตรฐานซึ่งไม่ปิดผนึก เนื่องจากเห็นว่าเสียเปรียบเกินไป

    ไอบีเอ็มจึงหันมาคุยกับ ไมโครซอฟท์อีกครั้ง บิล เกตส์ได้สิทธิ์ในการใช้

    สำเนาการออกแบบของ CP/M และ QDOS (Quick and Dirty Operating

    System) จาก ทิม แพทเทอร์สัน แห่งบริษัท ซีแอตเทิล คอมพิวเตอร์

    โปรดักส์ ด้วยการซื้อมาในราคา 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเปลี่ยนชื่อใหม่

    เป็น DOS (Disk Operating System) เพื่อขายมันให้กับไอบีเอ็มในราคา

    “ราว 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ” ตามคำกล่าวอ้างของเกตส์

    และในที่สุด

    MS-DOS และ PC-DOS ก็ได้แจ้งเกิดในวงการต่อมา ไอบีเอ็มได้ค้นพบ

    ว่าระบบปฏิบัติการของเกตส์อาจมีปัญหาละเมิดสิทธิ การเข้าถึงข้อมูลของ

    CP/M จึงได้ติดต่อกลับไปที่แกรี คิลดาลล์ และเพื่อแลกกับสัญญาว่า

    จะไม่ถูกคิลดาลล์ฟ้องกลับ ไอบีเอ็มได้ตกลงว่าจะขาย CP/M ควบคู่ไปกับ

    PC-DOS เมื่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไอบีเอ็มออกวางตลาด โดยตั้งราคา

    ขาย CP/M ไว้ที่ 250 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ MS-DOS/PC-DOS

    มีราคาเพียง 40 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ MS-DOS/PC-DOS ขายดีกว่า

    CP/M หลายเท่า และกลายเป็นมาตรฐานในที่สุดข้อตกลงเรื่องลิขสิทธิ์

    ระหว่างไมโครซอฟท์กับไอบีเอ็มเอง ไม่ได้สร้างรายได้มากมายเท่าไรนัก

    (ในสัญญาไม่ได้ระบุไว้ว่าจะต้องขายให้แก่ไอบีเอ็มเจ้าเดียว) แต่ในทาง

    กลับกัน ไมโครซอฟท์ มีสิทธิ์ในการขาย MS-DOS ให้กับผู้ผลิตเครื่อง

    คอมพิวเตอร์รายอื่นๆ และด้วยการโหมรุกทาง การตลาดอย่างหนัก

    เพื่อขาย MS-DOS ให้ผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เลียนแบบการทำงาน

    ของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไอบีเอ็ม ไมโครซอฟท์มีวิสัยทัศน์ในวงการ

    อุตสาหกรรม ไมโครคอมพิวเตอร์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะต้องแข่งขัน

    กับยักษ์ใหญ่ในวงการอย่างไอบีเอ็มก็ตามหลังจากนั้น ไมโครซอฟท์ก็ได้รุก

    ตลาดฮาร์ดแวร์ โดยการเปิดตัวไมโครซอฟท์ เมาส์ ในปี ค.ศ. 1983

    และก่อตั้งไมโครซอฟท์ เพลส เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ให้กับผู้ใช้

    pcos_prompt

    รูปตัวอย่างคำสั่งในระบบปฎิบัติการ CP/M

 

command-promt-commands 

รูป ตัวอย่างคำสั่งระบบปฎิบัติการ DOS , MS-DOS หรือ PC-DOS

 

Mouse&Plug2

 ไมโครซอฟท์เม้าส์ ปี 1983

 

  • ปี 1985–1995: ไอพีโอ, โอเอสทู และวินโดวส์

    ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1985

    ไมโครซอฟท์กับไอบีเอ็ม ได้ร่วมกันพัฒนาระบบปฏิบัติการที่ก้าวหน้ากว่าเดิม

    มีชื่อว่า OS/2 (โอเอสทู) และในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1985 ไมโครซอฟท์

    ก็ได้เปิดตัวเวอร์ชันแรกของไมโครซอฟท์ วินโดวส์ โดยเป็นระบบปฏิบัติการที่

    ใช้รูปแบบกราฟิกรุ่นแรก โดยเป็นส่วนต่อภายนอกของดอส 13 มีนาคม

    ค.ศ. 1986 บริษัทได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

    โดยราคาหุ้นเริ่มแรกอยู่ที่ 21 ดอลลาร์สหรัฐ และปิดการซื้อขายวันแรก

    ที่ 28 ดอลลาร์สหรัฐ และหลังจากนั้น ไมโครซอฟท์มีมูลค่าหุ้นถึง

    4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และประมาณการว่า ไมโครซอฟท์มีมูลค่าทรัพย์สิน

    มากถึง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ในปี ค.ศ. 1987 ไมโครซอฟท์ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการจาก โอเอสทู

    ไปสู่ระบบปฏิบัติการแบบOEMs. os2-warp-emu

    หน้าจอระบบปฎิบัติการ OS/2

    และพัฒนา Windows ควบคู่ไปด้วย

 

Windows_1_0_Screenshot 

หน้าจอระบบปฎิบัติการ Windows1.0 ปี 1985 (2528)

 

Windows_2_0_Screenshot

หน้าจอระบบปฎิบัติการ Windows 2.0 1987 (2530)

ต่อมาไมโครซอฟท์ แยกตัวจาก OS/2 หันมาพัฒนา Windows อย่างเดียว

และ OS/2 หยุดพัฒนาในปี 2006 (2549)

 

Win311

หน้าจอระบบปฏิบัติการ Windows 3.0 – 3.11 ปี 1990 -1992 (2533-2535)

 

windows-95

หน้าจอระบบปฎิบัติการ Windows95 ปี 1995 (2538)

 

windows98

หน้าจอระบบปฎิบัติการ Windows98 ปี 1998 (2541)

 

Windows_Me

หน้าจอระบบปฎิบัติการ Windows Me ปี 2000 (2543) ออกคู่กับ Windows NT

 

windows-xp

หน้าจอ ระบบปฎิบัติการ WindowsXp ปี 2001 (2544)

 

vista-sidebar

หน้าจอระบบปฏิบัติการ WindowsVista ปี 2007 (2550)

 

Windows_7_build_7000

หน้าจอระบบปฎิบัติการ Windows7 ปี 2009 (2552)

 

..นี่เป็นเพียงระบบปฎิบัติการที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือ ออฟฟิส

เสียส่วนใหญ่ครับ ยังมีระบบปฎิบัติการและอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับระบบเครือข่าย

และระบบงานอื่น ๆ อีกมากมายก่ายกอง … แล้วจะหามาให้อ่านอีก ******

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s