ค่ายญี่ปุ่น บางบัวทอง

เกร็ดความรู้ใกล้บ้านเรา ค่ายญี่ปุ่น บางบัวทอง

ขอขอบคุณแหล่งความรู้ เว็บ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช
————-
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ค่ายพิทักษ์บางบัวทอง หรือที่คนไทยมักจะเรียกกันติดปากว่า ค่ายญี่ปุ่น ที่บางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ถูกใช้เป็นที่พำนักของทหารและพลเรือนชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในประเทศไทย จำนวน 3,870 คน ที่ถึงแม้จะเป็นเพียงค่ายเล็ก ๆ ภายใต้กฎระเบียบ กับช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ แต่ชาวญี่ปุ่นทุกคนที่พำนักอยู่ภายในค่าย ก็ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้มิตรภาพและความมีน้ำใจจากคนไทยและชาวบางบัวทอง
ตลาดบางบัวทอง คลองราชาพิมล(พระพิมล) สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
พ.ศ. 2482 เกิดสงครามขึ้นในทวีปยุโรปโดยประเทศที่เข้าร่วมสงครามเป็นประเทศตะวันตก ได้แก่ เยอรมัน อังกฤษและฝรั่งเศส ในขณะที่ทางเอเชียก็เกิดสงครามระหว่างจีนและญี่ปุ่น เนื่องจากความขัดแย้งในดินแดนตอนใต้ของแมนจูเรีย สงครามที่เกิดขึ้นในทั้งสองทวีปนี้ ได้เชื่อมโยงกันและขยายวงมาถึงดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อฝรั่งเศสยอมแพ้เยอรมันในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2483
หลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้สงคราม ทำให้เกิดภาวะสูญญากาศทางการเมืองขึ้นในอาณานิคมของฝรั่งเศส ญี่ปุ่นจึงถือโอกาสเข้าแทรกแซงกิจการในดินแดนนี้โดยส่งกำลังเข้าควบคุมอินโดจีนของฝรั่งเศส ได้แก่ เวียดนาม ลาว และกัมพูชาในปัจจุบัน โดยขอให้รัฐบาลอินโดจีนของฝรั่งเศสปิดแนวชายแดนที่ติดต่อกับจีน เพื่อป้องกันการส่งกำลังช่วยเหลือรัฐบาลจีน ซึ่งกำลังทำสงครามยืดเยื้อกับญี่ปุ่นอยู่ และต่อมาได้ทำสัญญายินยอมให้ญี่ปุ่นตั้งกองทหารในอินโดจีนได้ ทำให้สหรัฐอเมริกา อังกฤษ จีน และเนเธอแลนด์ ดำเนินมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่อญี่ปุ่น เพื่อกดดันให้ญี่ปุ่นยุติสงครามกับจีนและถอนกำลังทหารออกจากอินโดจีนของฝรั่งเศส แต่ผลดังกล่าวทำให้ญี่ปุ่นตอบโต้ด้วยการส่งกองกำลังเข้าโจมตีดินแดนอาณานิคมทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออก และยกพลขึ้นบกทางชายฝั่งทะเลที่จังหวัดปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และบางปู สมุทรปราการ ส่งทหารเข้าโจมตีมณฑลกวางตุ้งและเกาะฮ่องกงของอังกฤษ ส่งเครื่องบินโจมตีฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกา ฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ล (Pearl Harbor) สองวันหลังจากเปิดแนวรบไปทั่วมหาสมุทรแปซิฟิค รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้บัญญัติชื่อเรียกสงครามครั้งนี้ว่า ” Greater East Asia War ” หรือ สงครามมหาเอเชียบูรพา สถานการณ์ของสงครามที่ขยายตัวและเชื่อมโยงกันอย่างหลวม ๆ นี้กลายเป็นที่มาของคำเรียกสงครามโดยรวมว่า สงครามโลกครั้งที่ 2
แผนที่แสดงที่ตั้งค่ายญี่ปุ่น ค่ายหนึ่ง ค่ายสอง และค่ายสาม ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองพระราชาพิมล
เมื่อคราวที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกทางภาคใต้ของไทย ทหาร ตำรวจ ยุวชนทหาร ลูกเสือ อาสาสมัครต่าง ๆ ในจังหวัดเหล่านั้น ได้ทำการต่อสู้และได้พลีชีพเพื่อชาติจำนวนมาก รัฐบาลไทยซึ่งมีจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พิจารณาเห็นว่าไทยยังไม่พร้อมจะรบกับกองทัพญี่ปุ่น ประกอบกับญี่ปุ่นได้แจ้งความประสงค์ขอเพียงเดินทัพผ่านประเทศไทย และจะเคารพเอกราชอธิปไตยของไทย รัฐบาลไทยจึงมีคำสั่งให้หยุดยิงและยุติการสู้รบ และตัดสินใจทำกติกาสัญญาพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นในเวลาต่อมา ทำให้ไทยเป็นประเทศพันธมิตรกับญี่ปุ่นอย่างเต็มตัว และพัฒนาไปสู่การประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2485
หลังจากที่กองทัพญี่ปุ่นจากประเทศพม่าพ่ายแพ้ต่อกองทัพอังกฤษในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 ทหารญี่ปุ่นได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น ต่อมามีการทิ้งระเบิดปรมณูลูกแรกที่เมืองฮิโรชิมา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 และในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488 มีการทิ้งระเบิดปรมณูลูกที่สองที่เมืองนางาซากิ ราษฎรญี่ปุ่นเสียชีวิตนับล้านคน ทำให้ในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2488 สมเด็จพระจักรพรรดิ์ฮิโรฮิโตมีพระบรมราชโองการยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรโดยปราศจากเงื่อนไข และให้บรรดาทหารญี่ปุ่นทั้งหมดวางอาวุธโดยสิ้นเชิง สงครามมหาเอเชียบูรพาจึงได้ยุติลง เมื่อกองทัพญี่ปุ่นแพ้สงคราม ในช่วงแรกรัฐบาลไทยกักบริเวณชาวญี่ปุ่นไม่ให้ออกจากที่พักเพื่อความปลอดภัย มีตำรวจคอยดูแลรักษาความปลอดภัยหน้าที่พัก ซึ่งในเวลานั้นกองกำลังของสัมพันธมิตรได้เข้าควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศไทยด้วย ต่อมากองกำลังสัมพันธมิตรได้นำพลเรือนญี่ปุ่น 3,870 คน ไปควบคุมไว้ที่ค่ายพิทักษ์บางบัวทอง โดยให้รัฐบาลไทยมีอำนาจในการดูแลค่ายพิทักษ์บางบัวทองอย่างเต็มที่
ค่ายพิทักษ์บางบัวทอง เป็นสถานที่พำนักของทหารและพลเรือนชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในประเทศไทย ชาวบ้านมักเรียกกันทั่วไปว่า ค่ายญี่ปุ่น โดยหลังจากที่กองทัพญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามมหาเอเชียบูรพาเมื่อปีพุทธศักราช 2488 ชาวญี่ปุ่น จำนวน 3,870 คน ที่อยู่ในประเทศไทย ได้ถูกนำมาพำนักอยู่ที่ค่ายพิทักษ์บางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เป็นเวลา 6 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2488 ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2489
ตลาดบางบัวทองในอดีตอยู่ริมคลองพระราชาพิมล

 

ทิวทัศน์ของค่ายพิทักษ์บางบัวทองปี พ.ศ. 2489
ตัวค่ายตั้งอยู่ริมคลองพระราชาพิมล ห่างจากตลาดบางบัวทองไปทางทิศตะวันตก ตามคลองพระราชาพิมล ห่างจากวัดพระแม่สกลสงเคราะห์ประมาณ 2 กิโลเมตร ภายในค่ายแบ่งออกเป็น 3 ค่าย คือ ค่ายหนึ่ง ค่ายสอง และค่ายสาม โดยชาวญี่ปุ่นที่อยู่ที่พำนักอยู่ที่ค่ายแห่งนี้ ช่วยกันขุดบ่อน้ำเพื่อใช้เป็นที่เก็บน้ำดื่ม สร้างที่พัก อาคารเรียนสำหรับเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงเด็กโต โรงอาหาร ลานกีฬา และอาคารอื่น ๆ ที่จำเป็น อาคารทั้งหมดสร้างด้วยไม้ หลังคาและฝาเป็นจาก
การส่งเสบียงอาหารทางน้ำให้กับชาวญี่ปุ่นภายในค่าย
ก่อนจะเป็นค่าย
แต่เดิมทางราชการได้จัดเตรียมสถานที่บริเวณที่เป็นที่ตั้งของค่ายพิทักษ์บางบัวทองแห่งนี้เพื่อรองรับการเคลื่อนย้าย สถานที่ราชการบางส่วนงานมาอยู่ที่บางบัวทอง เพราะขณะเกิดสงครามกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทิ้งระเบิดทำลายเพื่อตัดกำลังทหารกองทัพญี่ปุ่น โดยทำให้สถานที่ราชการสำคัญ ๆ หลายแห่งในกรุงเทพมหานครได้รับความเสียหายอย่างหนัก เช่น สถานีรถไฟหัวลำโพง โรงไฟฟ้าวัดเลียบ สะพานพระพุทธยอดฟ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสะพานพระราม 6 ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดนนทบุรี ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทิ้งระเบิดทำลายสะพานพระราม 6 ถึง 5 ครั้ง ครั้งแรก 1 มกราคม พ.ศ. 2487 ลูกระเบิดลงที่วัดสร้อยทอง ไฟไหม้วัดเสียหาย ครั้งที่ 2 วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2487 และครั้งที่ 3 วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2488 สะพานไม่เสียหาย ครั้งที่ 4 วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2488 สะพานถูกลูกระเบิดช่วงสะพานขาด และครั้งที่ 5 วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488 สะพานถูกระเบิดซ้ำ ช่วงสะพานขาดและชำรุดเสียหายมาก
ปล่องเตาเผาอิฐ บ.บ.ท.
การที่กรุงเทพมหานครและปริมรฑลหลายแห่งถูกระเบิดของกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร ทำลายได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลกำหนดจะย้ายส่วนราชการบางส่วนมาอยู่ที่อำเภอบางบัวทอง เพราะเห็นว่าเป็นที่ปลอดภัยเนื่องจากที่บริเวณปากคลองบางบัวทองเป็นที่ตั้งของโรงงานทำอิฐทนไฟ บ.บ.ท. ของคุณประสาท  สุขุม หัวหน้าขบวนการเสรีไทยสายบางบัวทอง ทำให้บริเวณดังกล่าวได้รับความคุ้มครองจากกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรที่จะไม่ทิ้งระเบิดในบริเวณที่มี ปล่องเตาเผาอิฐ บ.บ.ท. โดยให้สังเกตจากปล่องเตาเผาอิฐซึ่งมีความสูงและมองเห็นได้แต่ไกล

อ่านเรื่องนี้เพิ่มเติม ลิ้งค์อยู่ด่านล่างสุด..

ชีวิตในค่ายญี่ปุ่น
โรงเรียนอนุบาลภายในค่ายญี่ปุ่นที่อาสาสมัครจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2488

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงเมื่อ พ.ศ. 2489 ชาวญี่ปุ่นจำนวน 3,872 คน ถูกควบคุมตัวให้มาพำนักอยู่ที่ค่ายพิทักษ์บางบัวทอง การดำเนินชีวิตชาวญี่ปุ่นในค่ายพิทักษ์บางบัวทองดำเนินไปด้วยดี เพราะไทยไม่คิดว่าชาวญี่ปุ่นเหล่านี้เป็นเฉลยศึกแต่อย่างใด ทุกคนใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติ บางคนมีภรรยาเป็นคนไทย แต่ภรรยาไม่สามารถเข้าไปอยู่ในค่ายได้ ต้องเช่าบ้านหรือห้องแถวอยู่นอกค่าย ภายในค่ายมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ มีการจัดเวรทำอาหารและทำงานร่วมกัน เด็กได้ศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนภายในค่าย ผู้ใหญ่ได้เข้ารับการศึกษาภาษาต่าง ๆ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษารัสเซีย เวลาว่างมีกิจกรรมสันทนาการและการเล่นกีฬา เช่น เบสบอลและวอลเล่ย์บอล และเมื่อถึงเทศกาลตามประเพณีของชาวญี่ปุ่น ก็สามารถจัดงานตามประเพณีขิงชาวญี่ปุ่นได้ เช่น เทศกาลปลาของญี่ปุ่น ทุกคนที่อยู่ภายในค่ายมีอิสระในการทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่ห้ามออกไปนอกค่าย นอกจากจะได้รับอนุญาตให้ไปซื้อของที่ตลาดบางบัวทอง โดยผลัดกันไปเป็นกลุ่ม ๆ

ชาวญี่ปุ่นที่อยู่ภายในค่ายแต่ละคนมีเงินติดตัวกันมามาก ดังที่ นายไพโรจน์   พันธุมจินดา ได้กล่าวถึงไว้ในบทความเรื่องมาสแต็งตกที่บางบัวทอง จากหนังสือเอาเส้นใหญ่รวมมิตรมาจาน ตอนหนึ่งว่า
” … พวกเฉลยญี่ปุ่นได้รับอนุญาตมาเที่ยวตลาดได้ทุกวันโดยผลัดกันมาเป็นกลุ่ม ๆ การเงินเดินสะพัดหมุนจี้ ร้านรวง พ่อค้าแม่ค้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะพวกญี่ปุ่นขนเงินติดตัวมาคนละมาก ๆ บางคนยัดธนบัตรใส่ที่นอน หมอนหนุนหัวแทนนุ่นแน่นเอี้ยด ญี่ปุ่นหนุ่มฐานะชั้นกระจอกคนหนึ่งชื่อซาบูเอะรู้จักกับที่บ้านและเอาเงินมาฝากไว้หกหมื่นบาทก่อ่นกลับกรุงเทพฯ และส่งตัวกลับยี่ปุ่นเขามาขอรับเงินคืนไปเป็นที่เรียบร้อย “
เด็ก ๆ กำลังเรียนการวาดภาพภายในค่ายพิทักษ์บางบัวทอง
ผู้ใหญ่ภายในค่ายกำลังเรียนภาษาต่าง ๆ เช่น ภาษาอังกฤษ
รัสเซีย และจีน ภายในห้องเรียนธรรมชาติ
เด็ก ๆ ชาวญี่ปุ่นในค่ายพิทักษ์บางบัวทอง
เด็ก ๆ ชาวญี่ปุ่นออกกำลังกายภายในค่ายตอนเช้าทุกวัน

 

ชาวญี่ปุ่นภายในค่ายพิทักษ์บางบัวทอง
ออกกำลังกายโดยการเล่นเบสบอลและวอลเล่ย์บอล
ชาวญี่ปุ่นอาบน้ำในคลองพระราชาพิมล
ที่อยู่ริมค่ายพิทักษ์บางบัวทอง
เด็ก ๆ ชาวญี่ปุ่นกำลังมีความสุขกับพิธีเทศกาลปลา
ที่จัดขึ้นภายในค่าย ปี พ.ศ. 2489
ชาวญี่ปุ่นภายในค่ายช่วยกันตักน้ำใส่ถังปูน ริมคลองพระราชาพิมล เพื่อจะได้น้ำสะอาดไว้ใช้และดื่ม
เมื่อปี พ.ศ. 2489 และถังน้ำที่เห็นนี้ยังปรากฏอยู่ถึงประมาณปี พ.ศ. 2515
อนุสรณ์แห่งมิตรภาพ
ชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในค่ายพิทักษ์บางบัวทองได้ใช้ชีวิตอยู่ภายในค่ายจนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2489 จึงเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่น ตลอดระยะเวลาของการใช้ชีวิตอยู่ภายในค่าย ทุกคนต่างรู้สึกผูกพันและประทับใจในน้ำใจของคนไทยที่ให้การดูแลเอาใจใส่ต่อชาวญี่ปุ่นที่ถูกควบคุมตัวเป็นอย่างดี ก่อนเดินทางกลับจึงได้ร่วมกันสร้างสะพานข้ามคลองบางบัวทองที่หน้าวัดละหาร อำเภอบางบัวทอง เพื่อแสดงความขอบคุณชาวไทยโดยเฉพาะชาวบางบัวทองที่ให้ความเป็นมิตรและมีน้ำใจไมตรีตลอดเวลาที่ได้พำนักอยู่ที่ค่าย สะพานที่สร้างไว้เป็นอนุสรณ์นี้ชื่อว่า สะพานไมตรีนฤมิตร นอกจากนี้ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2514 ยังได้ร่วมกันจัดตั้ง สมาคมบางบัวทอง ขึ้น เพื่อใช้เป็นสถานที่พบปะระหว่างชาวญี่ปุ่นที่ได้มาอยู่ที่ค่ายพิทักษ์บางบัวทองอีกด้วย
สะพานไม้ที่ชาวญี่ปุ่นร่วมแรงร่วมใจกัน สร้าง๘ึ้นที่บริเวณหน้าวัดละหาร
 และให้ชื่อสะพานนี้ว่าสะพาน ” ไมตรีนฤมิตร “
สะพานปูนที่เทศบาลเมืองบางบัวทองสร้างขึ้นใหม่แทนสะพานไมตรีนฤมิตรที่เดิมทำด้วยไม้
ข้ามคลองบางบัวทอง บริเวณหน้าวัดละหาร
บริเวณค่ายหนึ่ง สอง สาม
 
บ้านค่ายสามยังมีอยู่
แต่ตรงนี้ เป็นเส้นบ้านกล้วย-ไทรน้อยหมู่ 4 ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง
ถ้าเป็น ต.บางบัวทอง อ.บางบัวทอง จะเป็นหมู่ 3
คาดเดาว่า พื้นที่ค่ายสาม คงจะมาถึงตรงนี้ด้วย
อ่านเพิ่มเติม
อัพเดต 9 มิย 57

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s